|
|
|
FLIGHT ENVIRONMENT
ในบทนี้จะให้ความรู้ใน ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบิน โดยเริ่มจาก เรื่องของความปลอดภัย ในการบินที่จำเป็นสำหรับการบิน เช่น การมอง เพื่อป้องกันการชน ของเครื่องบิน ซึ่งถึงว่าเป็นองค์ประกอบ หลักของความปลอดภัย ในการทำการบิน ส่วนต่อไป จะได้กล่าวถึงรายละเอียด ต่างๆ เกี่ยวกับสนามบิน ตลอดจน ข้อมูล เกี่ยวกับ taxiway และ เครื่องหมาย บน runway ระบบไฟของสนามบิน ในส่วนต่อไปจะกล่าวถึง โครงสร้าง ของ พื้นที่ในการบิน ในส่วนนี้จะกล่าวถึง กฏการเข้ายังพื้นที่ในการบิน อุปกรณ์ ประเภทเครื่องบิน นักบิน ที่จะสามารถเข้าไป ในพื้น ที่ใดได้บ้าง ส่วนต่อไปจะกล่าวถึง การใช้วิทยุสื่อสารในการบิน และส่วนสุดท้ายจะกล่าวถึงระบบ เรดาร์ ที่ใช้ในการบิน
SAFETY OF FLIGHT
ในส่วนนี้จะกล่าวถึง เรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย เมื่อเราทำการบิน โดยจะประกอบไปด้วย การมอง, การป้องกัน การชนกัน, จุดอับที่เกิดจากตัวเครื่องบิน, กฏของผู้มีสิทธิในทาง ,การกำหนดความสูง,และ สิ่งที่ต้องความสำคัญ เพื่อความปลอดภัย ในการบิน
VISUAL SCANNING องค์ประกอบหลัก
ข้อหนึ่งของความปลอดภัยในการบิน ก็คือเราจะต้อง มีความสามารถในการ มอง และ
หลีกเลี่ยง (SEE AND AVOID) เครื่องบินอื่น เมื่อเราทำการบิน เวลา 70 %
ของการบินจะเป็นการมอง ภายนอกเครื่องบิน (scanning) และในการมองนั้น
ควรจะมองเป็นส่วนเล็ก โดยแบ่งออกเป็นครั้งละ 10 องค์ศา เนื่องจากการ
กวาดสายตาอย่างรวด เร็วนั้น จะทำการเก็บรายละเอียดไม่ได้ หมดและจะทำให้มองไม่เห็น
วัตถุ (empty field myopia) เนื่องจากในการ กวาดสายตา นั้นสายตาก็จะมีการปรับ
ความชัด (refocus) เพื่อให้สามารถมองเห็นวัตถุได้ แต่การปรับนั้นยังไม่สมบรูณ์
จึงทำให้ภาพที่เห็นจะพร่ามัว หรือ มองไม่เห็น ดังนั้น ควรจะแบ่งพื้นที่ เป็น ที่ละ
10 องค์ศา แล้วมองเพื่อเก็บรายละเอียด จากนั้นจึงขยับไปทางขวา อีก 10 องค์ศา
ทำอย่างนี้จนกระทั้ง ครบคลุมพื้นที่ ภายนอกทั้งหมด แล้ว กลับเข้ามา
มองภายในเครื่องเช่น เครื่องวัดประกอบการบิน แล้วเริ่มมองออกไปภายนอกเครื่องอีก
เราจะปฏิบัติเช่นนี้ ตลอดการบิน ใหระลึกไว้เสมอว่า เมื่อเครื่องบิน
สองลำบินตรงเข้าหากัน ด้วยความเร็ว 150 Knots นั้นหมายถึง สามารถเคลื่อนที่ได้ 1/4
ไมล์ ใน 3 วินาที ดังนั้น นักบินจะต้อง
ให้ความสำคัญกับการมองหาเครื่องบินลำอื่นในบริเวณ
พื้นที่เดียวกันเพื่อหลีกเลี่ยงการชนกัน
ภาพการมองเห็นเครื่องบินที่อยู่ตรงหน้าเราว่า บินอยู่ในระดับใด
ภาพของเครื่องบินที่บินอยู่ตรงหน้า อยู่ในระดับเหนือขอบฟ้า แสดงว่าเครื่อง นั้นบิน มาด้วยความสูงที่สูงกว่าเรา
ภาพของเครื่องบินที่บินอยู่ตรงหน้า อยู่ที่ระดับขอบฟ้า แสดงว่าเครื่องบิน นั้นบิน มาด้วยความสูงที่เท่ากับเรา
ภาพของเครื่องบินที่บินอยู่ตรงหน้า อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าขอบฟ้า แสดงว่า เครื่องบิน นั้นบิน มาด้วยความสูงที่ต่ำกว่าเรา
จุดอับในการมอง เห็นที่เกิดจาก การออกแบบเครื่องบิน สามารถเกิดขึ้นได้จาก ลำตัวเครื่องบิน ปีกเครื่องบิน เหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น เครื่องบิน ปีกล่าง บินอยู่เหนือเครื่องบิน ปีกบน ณ ตำแหน่งเดียวกัน จะทำให้เครื่องทั้งสองมองไม่เห็น ซึ่งกันและกัน เพราะเครื่องปีกล่าง จะถูกบังโดยปีกของตัวเอง จึง ทำให้ไม่สามารถมองเห็นเครื่องที่อยู่ ด้านล่าง และเครื่องปีกบนก็จะไม่สามารถมองเห็นเครื่องที่อยู่ด้าน บนเพราะจะถูกบังโดยปีกของตัวเอง
MANEUVERS IN THE TRAINING การปฏิบัติ
เมื่อเข้าสู่ สนามบินที่ไม่มีหอควบคุม การบิน ซึ่งในพื้นที่อาจจะมี
เครื่องบินแบบต่างๆ อยู่ในพื้นที่ เช่น ultralight , เครื่องร่อน หรือเครื่อง
บินด้วยกัน ซึ่งอาจจะไม่มีวิทยุสื่อสาร ดังนั้นวิธีการที่หลีกเลี่ยงกันชนกัน
เราจะต้องทำการลบจุดอับ 

ด้วยการ ทำการบิน ด้วยการเลียวปีกบาง เป็นรูปตัว เอส (shallow S-turn)
ในขณะที่เครื่องเอียงนี้เองทำให้ จุดอับที่เกิดขึ้นหายไปได้
การเข้าพื้นที่ฝึกบิน ก็ควรทำเช่นเดียวกับ การปฏิบัติ เมื่อเข้าสู่ สนามบินที่ไม่มีหอควบคุมการบิน และเมื่อถึงพื้นฝึก ก่อนจะเริ่มทำการฝึก จะต้องทำการ หมุน เครื่อง อย่างน้อย 180 องค์ศา เพื่อตรวจสอบ ว่าไม่มีเครื่องอยู่ในพื้นที่ (clearing turns or clear area)
RIGHT OF WAY RULESในขณะที่เราทำการบิน
ในพื้นที่แล้วมีเครื่องบินอื่นอยู่ในพื้นที่เดียว เราจะต้องปฏิบัติตาม กฏของ
ผู้มีสิทธิในทาง เพื่อความปลอดภัย ดังนี้

ถ้า มีเครื่องบินสองลำบินเข้าหากัน โดยเครื่องมีเครื่องหนึ่งบินเข้ามาทางด้าน ข้าง
หรือจะตัดหน้า อีกเครื่องหนึ่ง จะถือว่าเครื่องที่อยู่ ทางขวามือ มีสิทธิในทาง
ดังนั้นเครื่องที่อยู่ ทางซ้ายจะต้อง หลบให้

ถ้า มีเครื่องสองเครื่องบินอยู่ในระดับเดียวกัน บินสวนกันมา
ทั้งคู่จะต้องบินหลบออกไม่ทางขวามือ ของตน

ถ้า เครื่องบินสองเครื่องบินอยู่ในระดับเดียวกัน
เครื่องที่อยู่ทางด้านหลังต้องการจะแซง จะต้องแซงทางขวามือของตนเอง
เครื่องบินที่อยู่ที่ต่ำแหน่ง Final มีสิทธิในทาง มาก กว่าเครื่องอื่นในพื้นที่ และใน ทางวิ่ง
ถ้า เครื่องบินสองเครื่องอยู่ที่ตำแหน่ง Final ทั้งคู่เครื่องที่มีสิทธิในทาง คือเครื่องที่อยู่ระดับต่ำกว่า
เครื่องบินมีเหตุฉุกเฉิน เครื่องร่อน เรือเหาะ บอลลูน เครื่องบิน มีสิทธิในทางมากน้อยตามลำดับ
MINIMUM SAFE ALTITUDESเพื่อความปลอดภัย
ในการบินในกรณี ที่เครื่องบินเกิดขัดข้อง เพื่อให้มีความสูงเพียงพอ

ในการหาที่ร่อนลง ได้อย่างปลอดภัย จึงได้มีการกำหนดความสูงต่ำสุดในการบินไว้ ดังนี้
คือเมื่อบินเหนือพื้นที่โล่ง จะต้องบินไม่ต่ำกว่า ความสูงของพื้นที่ไม่ ต่ำกว่า 500
Ft. และห่างจะสิ่งปลูกสร้าง ไม่น้อยกว่า 500 Ft. และเมื่อบินเข้าเขตเมือง
จะต้องบินไม่ต่ำกว่าสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในพื้นที่ ไม่น้อยกว่า 1000 Ft.
และห่างจากสิ่งปลูกสร้างนั้นไม่ น้อยกว่า 2000 Ft.
VFR CRUISING ALTITUDESนอกจาก
การกำหนดความสูงขั้นต่ำในการบินในแต่ละพื้นที่แล้ว นั้น FAR (Federal Aviation
Regulation Regulations) ยังได้กำหนด ความสูงในการบินเพื่อแยกเครื่องบิน
ที่บินอยู่ให้มีความสูง แตกต่างกันเพื่อหลีกเลี่ยง การชนกัน โดยเรียก
การกำหนดความสูงนี้ว่า VFR cruising altitudes คำว่า VFR นั้น หมายถึง กฏการบินด้วยการมอง
วัตถุต่างๆ ด้วยสายตาของนักบิน หรือ การบินด้วยกฏของการมองเห็น ซึ่งจะ
ต้องบินด้วยการ see and avoid จะใช้กฏในการกำหนดความสูง ด้วยวิธีนี้
โดยความสูงที่กำหนดนี้ จะเป็นความสูง ที่เหนือระดับน้ำทะเล (above mean sea level
หรือ MSL) ไม่ใช่ความสูงเหนือระดับพื้นดิน (above ground level หรือ AGL)
การอ่านความสูงเหนือระดับน้ำทะเลนี้จะอ่านได้จาก Altimeter และ
เครื่องวัดนี้จะต้องมีการกำหนด ค่าความ กดอากาศ ให้ถูกต้องด้วย
โดยนักบินจะฟังจากข่าวอากาศ หรือการรายงานของ หอควบคุมการบิน
ทุกครั้งก่อนที่จะทำการวิ่งขึ้น (takeoff) และในขณะที่ทำการบินอยู่นั้น หากมีการ
เปลี่ยนแปลง แจ้งเข้ามานักบินจะต้องทำการปรับ ความกดอากาศให้ถูกต้องตามที่ได้
รับแจ้งเข้ามาด้วย นอกจากนี้หากไม่มีการแจ้งเข้ามา ทุกๆ 100 NM นักบินจะต้องสอบถาม
ค่าความกดอากาศเพื่อการปรับ แต่งเนื่องจาก ทุกๆ 100 NM ความกดอากาศจะมีความแตกต่าง
กัน เป็นผลให้การอ่านค่าความสูง ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง จะทำให้เกิดอัตรายได้
การกำหนดความสูง หากเราบินโดย หันหัวเครื่องไปในทิศ ตั้งแต่ 360-179 องค์ศา ให้ใช้ความสูงหลักพัน เลขคี่ บวกอีก 500 Ft. เช่น เราบินถือ หัวที่ 054 ความสูงที่เราใช้ได้คือ 1500Ft., 3500Ft., 5500Ft., 7500Ft., 9500Ft. เป็นต้น
การกำหนดความสูง หากเราบินโดย หันหัวเครื่องไปในทิศ ตั้งแต่ 180-359 องค์ศา ให้ใช้ความสูงหลักพัน เลขคู่ บวกอีก 500 Ft. เช่น เราบิน ถือ หัวที่ 270 ความสูงที่เราใช้ได้คือ 2500Ft., 4500Ft., 6500Ft., 8500Ft. เป็นต้น
สำหรับสิ่งที่ควรทราบในเครื่องของ การมองเห็นใน ขณะทำการบินก็คือ
ถ้าเราต้องการ ไต่ หรือ ร่อน ควรจะทำ เลี้ยวบีกบาง เป็นตัวเอส (shallow S-turns)
วัตถุจะดูเหมืนใกล้เมื่อมองผ่านหมอก
อีกสิ่งหนึ่งที่จะช่วย ในเรื่องของความ ปลอดภัย ก็คือการใช้ ไฟ ในขณะที่เราจะบินเข้า หรือ ออก จากสนามบิน เราจะต้องปิดไฟ landing lights เพื่อให้ เครื่องบินลำอื่นสามารถมองเห็นเราได้ว่าอยู่ที่ไหน ทั้งในเวลากลางวัน และกลางคืน โดยการบินไฟนี้ เราควรเปิดอยู่อยู่ในระยะไม่เกิน 10 NM
AIRPORT
เมื่อเราได้ ทราบถึงเรื่องของความปลอดภัย และ ในหัวข้อต่อไป ในเรื่องของ สภาพแวดล้อม ที่เกี่ยวกับการบิน ก็คือ เรื่องของ สนามบิน ในส่วน นี้เราจะได้ ทราบถึง คำศัพท์ และแนวความคิด ที่เกี่ยวข้องกับการ ปฏิบัติ การในสนามบิน ทราบถึง วิธีการเพื่อการตัดสินใจ ใช้ทางวิ่ง ที่ถูกต้อง การปฏิบัติในการบนทาง taxi และ บนทางวิ่ง ชนิดของไฟ ที่ใช้อยู่ในสนามบิน
CONTROLLED AND UNCONTROLLED AIRPORT ผู้ควบคุม
การจราจรทางอากาศ (Air traffic controllers) จะทำการควบคุม ให้คำแนะนำ
การจราจรทางอากาศ จากหอควบคุม ที่อยู่ในสนามบิน ที่สนามบินที่ไม่มีการควบคุม
นักบินจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบใน การตัดสินใจ ที่จะใช้ ทางวิ่งเอง
และจะต้องปฏิบัติตาม ขั้นตอนที่ สนามบินนั้นๆ กำหนดไว้
RUNWAY LAYOUT เนื่องจาก การวิ่งขึ้น หรือ
การร่อนลง สนาม มีผลโดยตรงกับ ทิศทางของลม และ เนื่องจาก ทางวิ่ง นั้น ไม่สามารถ
หันไปตาม ที่ทางต่างๆ ที่ลมพัด มาได้ ดังนั้น การที่เราจะใช้ ทางวิ่ง
ใดในการวิ่งขึ้น หรือ ร่อนลง เราจะต้องให้ความสำคัญกับทิศทางของ ลม โดยเฉพาะสนามบิน
ที่มีทางวิ่งเดียว เราจะต้องดูจากทิศทาง ที่ลม พัดมา หากเป็นสนามบิน ที่มีทางวิ่ง
มากกว่า หนึ่งทางวิ่ง เราก็ยังคงต้อง อาศัยทิศทางของลม แต่เรายังสามารถเลือก
ทางวิ่งที่ดีที่สุดได้ โดยเลือกใช้ทางวิ่ง ในทิศทางที่ลมพัดมา โดยการดูจาก เครื่อง
แสดงทิศทางลม
หมายเลขที่อยู่บนทางวิ่ง ซึ่งใช้เป็นหมายเลขของ ทางวิ่งนั้น จะมาจากทิศของ แม่เหล็ก ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ ในการบินนั้นเรา บินตาม ทิศของแม่เหล็ก โดยตัวเลขนั้น จะใช้อ้างอิงกับ ทิศเหนือของแม่เหล็ก ตัวเลขของทางวิ่งนั้น จะอยู่ในช่วงประมาณ 10 องค์ศา ดังนั้นหาก ทางวิ่งอยู่ในทิศ 268 องค์ศา ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับทิศ 270 องค์ศา และในการกำหนด หมายเลขในกับทางวิ่ง เราจะตัด เลข 0 ท้ายออก ดังนั้น ทางวิ่งนี้ จะเป็น ทางวิ่ง 27 ที่ทางวิ่งเดียวกัน ในทิศตรงกันข้าม จะเป็นทิศ 088 องค์ศา ซึ่งอยู่ใกล้กับ ทิศ 090 องค์ศา (ไม่เกิน 10 องค์ศา) ดังนั้น ทางวิ่งนี้ จะกำหนดเป็น 9 โดยการตัด 0 ท้ายออก เราจะนำ เอาตัวเลขทั้งสองนี้ ไปทำเครื่องหมายบนทางวิ่ง ทั้งสองด้าน จึงทำให้ ทางวิ่งที่สนามบินนี้ มีสองด้าน คือ 27 กับ 9 ดูจากรูป ข้างล่างนี้
ในสนามบิน ที่มีทางวิ่ง มากกว่า หนึ่งทางวิ่ง ในทิศทางเดียว กัน จะมีการกำหนด ตำแหน่งของ ทางวิ่งนั้น โดยการใช้ ตัวอักษร L สำหรับ ทางวิ่งทาง ด้านซ้าย ตัวอักษร R สำหรับทางวิ่ง ด้านขวา และ ในกรณี ที่มี ทางวิ่ง สามทางวิ่ง ในทิศทางเดียวกัน ทางวิ่งที่อยู่ตรงกลาง จะใช้ต้วอักษรตัว C เช่น มีทางวิ่งในทิศ 360 อยู่ขนาน กัน 3 ทางวิ่ง ทางวิ่งด้านซ้าย จะกำหนดเป็น 36L ทางวิ่งตรงกลาง จะกำหนดเป็น 36C และ ทางวิ่งทางด้าน ขวา จะกำหนดเป็น 36R ดังรูปข้างล่าง
Runway Elevation เป็นความสูงของพื้นที่ของ ทางวิ่งเหนือระดับน้ำทะเล (MSL) โดยนักบินจะต้องปรับ Altimeter ตามที่ ได้รับจากข่าวอากาศ หรือได้จาก หอควบคุม เพื่อให้ altimeter แสดงค่าความสูงของ สนามบินนั้น อย่างถูกต้อง
Active Runway หมายถึง ทางวิ่งที่จะใช้งาน เมื่อเราต้องการ จะวิ่งขึ้น หรือ ร่อนลง ที่ ทางวิ่งใด (ตัดสินจากทิศทางลม ในกรณีที่ไม่มี หอควบคุม หรือมีหอควบคุม หอจะ เป็นผู้กำหนด)
Runway Close หมายถึง ทางวิ่งที่ ปิด หรือยกเลิกการใช้งาน อาจจะเกิด จากมีการ ซ่อมแซม ทางวิ่ง และทางวิ่งที่ ปิดนี้ จะทาเครื่องหมาย ตัว X ไว้ที่ทางวิ่งนั้น
Taxiways เป็นเส้นทางที่ เชื่อมต่อระหว่าง ทางวิ่ง กับที่จอเครื่องบิน หรือ โรงเก็บเครื่องบิน โดย taxiway นี้จะแสดง โดยการ ขีดเส้นสีเหลือง อยู่กลาง ของทาง ยาวต่อเนื่องกัน ไปจนกระทั้ง ถึงปลายทาง เช่น โรงเก็บ หลุมจอเครื่อง ส่วนด้าน ที่เชื่อมต่อกับ ทางวิ่ง จะมีเส้น สีขาว สองเส้น และ เส้นปะ สองเส้น ขวางเส้นทางของ taxiway ก่อนที่จะเข้าถึงทางวิ่ง โดยมีระยะ ห่างจาก เส้นกลาง ของทางวิ่ง ประมาณ 125-250 Feet. เส้นนี้เรียกว่า Hold line ในบางสนามบิน ที่มีการใช้ ระบบ Instrument Landing System (ILS) จะมีเส้น hold line อยู่สองเส้น โดยเส้น หลังจะมีป้าย เครื่องหมาย ILS บอกไว้เพื่อให้เครื่อง ที่จะเข้ามา ตั้งตัว (lineup) บนทางวิ่งหยุด รอที่ เส้น hold line เส้นนี้ เพื่อป้องกัน การรบกวน การทำงานของ ระบบ ILS ที่อาจจะเกิดจากเครื่องบินที่ หยุดรอ ที่เส้น hold line ที่อยู่ใกล้กับ ทางวิ่ง เพื่อความปลอดภัย เครื่องบินทุกลำ ที่จะเข้าไปตั้งตัว ในทางวิ่ง จะต้องหยุด ก่อนที่จะถึง เส้นนี้ก่อนเสมอ และทำการมอง (look out) ออกไปเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีเครื่องลำ อื่นอยู่บริเวณ ที่จะทำให้เกิดอัตรายได้
![]()
สำหรับการ บินแบบ ด้วยกฏของ VFR (Visual Flight Rules) สามารถใช้ทางวิ่ง แบบ basic ซึ่งทางวิ่งแบบ นี้ จะมีเพียง หมายเลข ของทางวิ่ง และ เส้นปะ อยู่ที่กลาง ทางวิ่งเท่านั้น
สำหรับ การบินกฏของ IFR (Instrument Flight Rules) ซึ่งอาจจะเกิดจากสภาพ อากาศไม่ทัศนวิสัยไม่ดีนัก เราสามารถนำเครื่อง ร่อนลง กับทางวิ่ง ที่มีเครื่องช่วย โดยสามารถวิ่งขึ้น หรือ ร่อนลง กับทางวิ่ง ชนิด Nonprecision Instrument ซึ่งมีความละเอียดน้อย โดยมีเครื่องหมาย Threshold ได้ หรือ จะนำเครื่อง วิ่งขึ้น หรือร่อนลง กับ ทางวิ่งแบบ Precision Instrument ก็ได้ ซึ่งชนิดนี้เครื่องมือ จะมีความละเอียดสูง และบนทางวิ่ง ก็จะมีการเพิ่มการแสดง เครื่องหมายต่างๆ เช่น Touchdown Zone , Fix distance
STOL หรือ short takeoff or landing runway หมายถึงทางวิ่ง ที่ถูกออกแบบมา โดยมีความยาว ของทางวิ่งที่สั้น ดังนั้น การวิ่งขึ้น หรือ การร่อนลง จะต้องใช้วิธีการ วิ่งขึ้น หรือร่อนลง ดัวย การใช้ความ สามารถของเครื่องเป็นแบบ short-field
Displaced threshold เป็น threshold ที่อยู่ลึกเข้าไป แทนที่จะอยู่ที่ปลาย ทางวิ่ง จะเรียกว่า displaced threshold มีไว้เพื่อป้องให้ไม่ให้เครื่อง ที่ทำการร่อนลง อยู่สูงกว่า สิ่งกีดขวาง ที่อยู่บริเวณ หัวทางวิ่ง และบริเวณ ที่อยู่ก่อน เส้นนี้ จะใช้สำหรับ ตั้งตัววิ่งขึ้น หรือ taxi เท่านั้น
Stopway เป็นพื้นที่ ที่ขายออกยาว ออกไปจาก ทางวิ่ง โดยมีความกว้างเท่ากับทางวิ่ง ใช้สำหรับ ในกรณี ที่เครื่องร่อนลง ด้านตรงกันข้ามแล้ว ไม่สามารถหยุด เครื่องได้ทัน ทำให้เลยมาถึงบริเวณนี้ Blast Pads เป็นพื้นที่ เดียวกับ Stopway แต่จะใช้สำหรับ วิ่งขึ้น
AIRPORT SIGNSในสนามบิน ใหญ่ หรือ ที่มีการจราจรคับคัง
,มี เส้นทาง taxi หลายเส้นทาง, มีที่จอด เครื่องบินหลายแห่ง ,มีทางวิ่ง หลายทางวิ่ง
เพื่อให้สนามบิน เหล่านี้เกิด ความปลอดภัย ในการปฏิบัติงาน ที่พื้น
จึงได้มีการกำหนด ป้ายเครื่องหมายเพื่อบอก ทิศทาง หรือ เส้นทาง ในการ taxi
ให้ง่ายต่อ การปฏิบัติ และเพื่อความปลอดภัยขึ้น สำหรับการบิน ระหว่างประเทศนั้น
จะถูกกำหนด โดย ICAO (International Civil Aviation Organization) ได้มีการจัดแบ่ง
ป้ายเครื่องหมาย ออกเป็น 6 ชนิด ได้แก่
1. Mandatory Instruction Signs
2. Location Signs
3. Direction Signs
4. Destination Signs
5. Information Signs
6. Runway Distance Remaining Signs
WIND DIRECTION INDICATORS ในการวิ่งขึ้น หรือ
ร่อนลง กับสนามบินที่มี หอควบคุม หอควบคุมจะเป็นผู้กำหนด ทางวิ่งที่จะใช้ (Active
runway) หรือ ในกรณีที่ ใช้ สนามบินที่ไม่มี หอควบคุม การจะเลือก ทางวิ่งใช้งาน (runway
in use) เราจะต้องดูทางเครื่อง แสดงทิศทางลม เพื่อเลือกทางวิ่ง ที่มีทิศทาง
ที่ลมพัด มา สำหรับ เครื่องมือ ที่ใช้แสดง ทิศทางลม ที่ติดตั้งอยู่ใกล้ๆ กับทางวิ่ง
มีอยู่สอง ชนิดคือ

Wind Sock โดยมักจะติดตั้งไว้ใกล้ กับ touchdown zone ใช้กับ สนามบิน
ที่มีการควบคุม และ ไม่มีการควบคุม ลักษณะของ wind sock เป็นลักษณะเป็นถุง โดย
ปลายของถุงจะ ชี้ไปในทิศทาง ที่ลมพัดไป และถ้ามีลมแรง ถุงลมนี้จะลอยตัว
ขึ้นและปลายชี้ไป ยังทิศทางที่ลมพัดไป ดังนั้น นอกจากเราจะรู้ ถึงทิศทางของ ลมแล้ว
เรายังทราบถึง ชนิดของลม หรือ พอ จะประมาณความเร็วลม ได้ด้วย

Wind Tee เป็นอุปกรณ์ หนึ่งที่ใช้แสดงทิศทาง ลม แต่ไม่สามารถบอก ถึงชนิดของ
ลม หรือ ประมาณความเร็วของลมได้
Segmented circle ใช้ติดตั้งกับ สนามบินที่ไม่มี หอควบคุม โดยจะมี เครื่องแสดง ทิศทางลมอยู่ตรงกลาง สำหรับ segmented circle นี้จะใช้แสดง รูปแบบ การ ร่อนลง สนามบิน ของเครื่องบิน โดยจะเลือก ทางวิ่ง จาก เครื่องสแดงทิศทางลม จากนั้นให้ดูที่ segmented circle ว่าจะต้องใช้ รูปแบบ การบิน (traffic pattern) เพื่อร่อนลงจาก จากรูป ภายใน segmented circle มี wind sock อยู่ โดย wind sock แสดงให้ทราบถึง ทิศทางของลมที่พัดมา ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ดังนั้น ทางวิ่ง ที่เลือกใช้จะเป็น ทางวิ่ง 9 โดยใช้รูปแบบ การบิน ซ้าย (left-hand traffic) สังเกตุจาก ตัว L ที่อยู่กับ segmented circle โดยตัว L นี้จะบอกถึง รูปแบบ การบิน ว่าเป็น ด้าน ซ้าย หรือ ขวา ในที่นี้ เป็น รูปแบบ ซ้าย เพราะขา ของตัว L ที่ติดกับ segmented circle นี้จะบอกถึง ทิศทางการเข้า final approach และปลาย อีกด้านหนึ่งของ ตัว L นี้ จะบอกถึง ทิศทางการเข้า base leg
TAXIING IN WIND
AIRPORT LIGHTING ในการบินนั้นใน
บางครั้งเราต้องบินในเวลา กลางคืน ดังนั้น เราจึงต้องมีความรู้เกี่ยว ไฟที่ใช้
ในสนามบิน
Airport
beacon ในเวลากลางคืน นั้น เราจะมีไฟที่เรียกว่า airport beacon เพื่อช่วยให้นักบิน
ได้ทราบว่า สนามบิน นั้นเป็น สนามบินชนิด ใด คือ เป็นของ พลเรือน หรือ ของ ทหาร
โดยไฟนี้ ในยุคแรกๆ นั้นจะเป็น หลอดไฟหมุน แสดงสี ขาว และ เขียว สลับกัน
สำหรับสนามบิน พลเรือน และ แสดงสี ขาว ขาว และเขียว สลับกัน แสดงว่าเป็น
สนามบินทหาร แต่ในยุคปัจจุบัน จะใช้เป็น ไฟกระพริบแทน การหมุน โดยไฟนี้
จะต้องสามารถมองเห็นได้ จากระยะ 1000 feet หรือ สามารถมองเห็น จากพื้นในระยะ
ไม่น้อยกว่า 3 ไมล์บก สำหรับสนามบินน้ำ จะใช้ไฟกระพริบ สีขาว และ เหลือง สลับกัน
เฮลิครอปเตอร์ จะใช้ สลับกันระหว่าง เขียว เหลือง และ ขาว
Approach lighting system ในบางสนามบิน อาจมีระบบไฟ ที่ซับซ้อนมาก เพื่อช่วยให้นักบิน แบบ instrument สามารถนำเครื่อง ร่อนลงได้ โดย ไฟนี้ สามารถมองเห็นได้ ไกลถึง 3000 feet โดยไฟเหล่านี้ประกอบด้วย ไฟ runway centerline ซึ่งจะช่วยให้นักบิน VFR สามารถนำเครื่อง ขึ้น ลง ได้ ในเวลากลางคืน
Visual Glideslope Indications เป็นไฟที่ช่วย ในการตัดสินใจว่า เรามุมในการร่อนลง ถูกต้องหรือไม่ ไฟนี้ สามารถมองเห็นในเวลากลางวัน ดัวย โดย จะมีการติดตั้งไฟนี้ อยู่ด้านข้างของ ทางวิ่ง ซึ่งจะมีทั้ง ทางวิ่งแบบ basic และ แบบ instrument
Visual Approach slope indicator (VASI) เป็นระบบไฟ ที่แสดงถึง มุมในการร่อนลงของ เครื่องว่า ทำมุมได้ถูกต้องหรือ ไม่ คือ อยู่ในมุมสูง หรือ ต่ำเกิน ไปหรือไม่ รูปแบบของไฟแบบ VASI นี้ จะมีการติดตั้ง ไฟสีขาว และสีแดง สองแถว (มีไฟแถวละ 2 , 4 , 12 ดวง) โดยไฟ แถวแรกเรียกว่า "Near bar" ไฟแถวหลัง เรียกว่า "Far Bar" ไฟทั้งสอง แถวนี้ จะติดตั้งอยู่ ด้าน ข้างของ ทางวิ่ง ทั้งด้านซ้าย และด้านขวา
Precision
Approach Path Indicator (PAPI) เป็นระบบไฟหนึ่ง ที่ใช้ช่วยในการ
นำเครื่องร่อนลงสนาม PAPI นี้จะประกอบไปด้วยไฟ สอง หรือ สี่ ดวง
ติดตั้งเป็นแถวเดียว โดยมีไฟเรียงกัน ปกติแล้ว PAPI จะติดตั้งทางด้านซ้าย
ของทางวิ่ง สามารถมองเห็นได้ มากกว่า 5 ไมล์ ในเวลากลางวัน และ 20 ไมล์
ในเวลากลางคืน
Runway edge lights
AIRSPACE
ในส่วนนี้จะกล่าว ถึงการจัดแบ่งพื้นที่ในอากาศ ออกเป็นส่วนต่างๆ ในแต่ละพื้นที่ ดังนั้นเราจึงต้อง ทราบว่าในแต่ละพื้นที่ ที่เราจะทำการ บินเข้าไป นั้น มีข้อกำหนดอย่าง เพื่อการปฏิบัติให้ถูกต้อง และเกิดความปลอดภัย ในการใช้พื้นที่ ทั้งในอากาศและ เมื่ออยู่ที่พื้นดินก็ตาม โดย การจัดแบ่งนี้ เป็นการจัดแบ่งพื้นที่ ที่ใช้ใน อเมริกา ส่วนในประเทศอื่นๆ นั้นก็มีการจัดแบ่งเช่นกัน แต่จะเป็นการแบ่ง ตามข้อกำหนดของ ICAO
Controlled airspace หมายถึงพื้นที่ทั้งบนพื้น
และในอากาศ ที่มีการควบคุม โดยพื้นที่นี้ จะมีการ กำหนด เป็นความกว้าง (รัสมี)
ของพื้นที่ ความสูง ของพื้นที่ ในบางครั้งอาจจะมีการแบ่งออกเป็นชั้นๆ
โดยในแต่ละชั้น ก็จะมีความสูง และความกว้าง ที่แตกต่างกัน แต่จะซ้อนกันเป็นชั้น
พื้นที่เหล่านี้ จะถูกควบคุม โดย Air Traffic Control (ATC) ซึ่งจะคอยให้บริการ และ
ควบคุม เครื่องบินในพื้นที่ ของตน พื้นที่ควบคุมนี้ได้มีการจัดแบ่งเป็น Class A,
Class B, Class C, Class D, และ Class E ในแต่ละ class นั้น จะมีรายละเอียดที่แตก
ต่างกัน ซึ่งจะได้กล่าวถึงต่อไป นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ ที่ไม่ได้อยู่ ในกลุ่มของ
class ที่กล่าวมาแล้ว ก็คือ Class G เป็นพื้นที่ ที่ไม่มี การควบคุม
Class Aมีพื้นที่ ตั้งแต่ 18,000 Feet. MSL ขึ้นไปจนกระทั้งถึง FL622 (Flight Level or 60,000 MSL) พื้นที่ ที่อยู่ใน class A นี้จะไม่มีแสดงไว้ในแผนที่ เครื่องบิน ที่บินเข้าพื้นที่นี้ จะต้อง ปรับค่าความกดอากาศของ Altimeter เป็น 29.92" Hg (ค่าความ กดอากาศ มาตรฐาน) และเมื่อจะออกจาก พื้นที่ ก็ต้องปรับค่า ความกดอากาศ ของ Altimeter นี้ให้เป็น ค่าตามพื้นที่ ที่ได้จากรายงานอากาศ หรือ หอควบคุมในพื้นที่นั้นๆ และเครื่องบินที่ จะบิน เข้าพื้นที่นี้จะต้อง บินด้วย กฏของ IFR
Class B มีพื้นที่ตั้งแต่ 10,000 feet MSL เป็นพื้นที่ ของ สนามบินขนาดใหญ่ ที่มีการจราจร คับคั่ง class B นี้จะแสดง ในแผนที่ รูปร่างของ พื้นที่นี้ จะมีหลายชั้น คือมีตั้งแต่ 2 ชั้นขึ้นไป ในแต่ละชั้น จะมีความกว้างไม่เท่ากัน โดยชั้นบนสุด จะมีความกว้าง มากที่สุด เมื่อมองรูปร่าง โดยรวมแล้ว จะคล้าย กับ ขนมเค็ก กลับด้านโดยเอา ด้านหัวลงพื้น เมื่อเราต้องการจะเข้าพื้นที่ ใน class B เราจะต้องทำตามข้อกำหนด ต่อไปนี้
เครื่องบิน เครื่องบินที่เข้า พื้นที่ของ class B จะต้องมีอุปกรณ์ ที่ใช้งานได้ ดังนี้ คือ เครื่องวิทยุสื่อสาร สองทาง โดยตั้งความถี่ ของ พื้นที่นั้นๆ , เครื่องรับ VOR และ Transponder
นักบิน นักบินที่จะบินเข้าพื้นที่ รวมถึง บินผ่าน ,การวิ่งขึ้น และร่อนลง ที่สนาม ในพื้นที่ จะต้องมี ใบอนุญาติ นักบินพลเรือน (private pilot certificate) หรือ อย่างน้อย ก็ต้องมี ใบอนุญาติ นักเรียนฝึกหัด ที่ได้รับอนุญาติเป็นรายๆ ไป
การปฏิบัติ เครื่องบินทุกลำ จะต้องได้รับอนุญาติ ในการกระทำสิ่งต่างๆ เมื่ออยู่ใน class B และเครื่องบินทุกลำ จะได้รับขั้นตอนในการปฏิบัติ จากผู้ควบคุม นักบินสายการบิน ได้ ปฏิบัติตาม หมายกำหนดการ และนักบิน IFR กับ VFR จะต้องได้รับ อนุญาติ จาก ATC เท่านั้น ระรึกไว้เสมอว่า การบินหรือการเข้า สนามบิน ที่มีการจราจร ที่คับคั่งนั้น เราจะถูกควบคุม อย่าง เข้มงวด
Class C เป็นพื้นที่ ที่มีการควบคุม สนามบินโดยใช้ เรดาร์ สนามบิน ใน class C นี้จะมีการจราจรไม่คับคั่งมากนัก เมื่อเทียบกับ class B ในบางสนามบิน จะเป็นการใช้งานร่วมกันระหว่าง พลเรือน กับ ทหาร ใน class C นี้มีแสดงอยู่ใน แผนที่ รูปร่างของ พื้นที่ในแต่ละสนามบิน จะมีความแตกต่างกันบ้าง แต่ ก็จะอยู่ในรูปแบบ นี้คือ
วงในจะมี รัศมี 5 ไมล์ทะเล (nautical mile) และมีความสูง 4,000 feel จากระดับพื้นดิน
วงนอก ซึ่งจะอยู่บนวงใน อีกชั้นหนึ่ง จะมีรัศมี 10 ไมล์ทะเล และมีความสูง ตั้งแต่ 1,200 AGL ถึง 4,000 AGL
การเข้าใช้พื้น ที่จะต้อง ปฏิบัติตามข้อกำหนด ต่อไปนี้
เครื่องบิน ที่จะเข้าใช้พื้นที่ใน class C นี้จะต้องมีอุปกรณ์ ที่สามารถใช้งานได้ ต่อไปนี้ เครื่องวิทยุ สื่อสาร สองทาง ที่ตั้งความถี่ ของสนามบินในพื้นที่ ที่จะเข้าใช้งาน และ transponder
นักบิน การเข้าใช้พื้นที่ ใน class C ไม่ได้มี ข้อกำหนดในเรื่องของ ใบอนุญาติ
การปฏิบัติเมื่อนักบิน เข้าใช้พื้นที่ ใน class C นักบินจะต้องทำการติดต่อกับ ATC ที่ควบคุมพื้นที่ นั้นอยู่ นักบินจะต้องไม่ บินด้วยความเร็ว เกิน 200 knots เมื่อบินอยู่ในระดับความสูงที่ ต่ำกว่า 2,500 feet AGL เมื่ออยู่ในพื้นที่นี้
ระรึกไว้เสมอว่า การใช้งานพื้นที่ ใน class C นี้ ในบางครั้งอาจจะมี การจราจร ที่คับคั่ง เนื่องจาก สนามบิน ที่อยู่ในพื้นที่นี้ อาจจะ มีการใช้งานร่วมกันระหว่าง เครื่องบินพาณิชย์ , ทหาร, และพลเรือน ใช้งานมากจนกระทั้ง บางครั้งเราไม่สามารถใช้งานในพื้นที่นี้ได้
Class D เป็นพื้นที่ควบคุม การใช้งาน ที่มีพื้นที่เล็กๆ ในบางแห่งหอควบคุม อาจจะไม่ได้เปิดทำการตลอด 24 ช.ม. รูปร่างของพื้นที่ อาจจะมีแตกต่าง กันบ้าง แต่ส่วนใหญ่แล้วจะมีลักษะเป็น รูปทรงกระบอก ที่มีรัศมี 5 ไมล์ทะเล และมีความสูงจากพื้น 2,500 feet พื้นที่นี้มีแสดงอยู่ใน แผนที่
เมื่อนักบิน ต้องการจะเข้าใช้งานในพื้นที่นี้ จะต้องปฏิบัติดังนี้
เครื่องบินที่จะเข้าใช้พื้นที่นี้จะต้องมี เครื่องวิทยุสื่อสาร สองทาง
นักบินไม่มีการกำหนด ว่าจะต้องมีใบอนุญาติ
การปฏิบัติเมื่อเข้าใช้พื้นที่ใน class D จะต้องมีการติดต่อสื่อสารกับ ATC ของสนามบินนั้นอยู่ นักบินจะต้องไม่บินด้วยความเร็ว เกิน 200 Knots เมื่อบินต่ำกว่า 2,500 feet เมื่ออยู่ในพื้นที่ class D หรืออยู่ในรัศมี 5 ไมล์ทะเลจาก สนามบิน หลัก
ระรึกไว้เสมอว่า สนามบินใน clase D นี้มีเครื่องบินหลายประเภทใช้งาน ร่วมอยู่ และอาจจะมีการจราจรคับคั่ง ในช่วงสุดสัปดาห์
Class Eเป็นพื้นที่ ที่ไม่ได้อยู่ใน class A, class B, class C, class D โดยพื้นที่นี้ จะเป็น พื้นที่ ที่ถูกกำหนดให้เป็นเส้นทางบิน (airway) โดยมีความสูง ตั้งแต่ พื้น จนกระถึง 14,500 feet และอีกช่วงหนึ่ง คือที่เหนือ พื้นที่ของ class A ขึ้นไป คือตั้งแต่ FL600 ขึ้นไป
Class G คือพื้นที่ ที่ไม่มีการควบคุม หรือเป็น พื้นที่ หวงห้าม ที่ไม่อยู่ใน class อื่นๆ โดยจะมีพื้นที่ตั้งแต่ พื้น ขึ้นไปจนถึง 700 หรือ 1,200 feet ในบางพื้นที่ การบิน ในพื้นที่นี้ นักบินจะต้อง ระวังการเกิดอุบัติเหตุ เนื่องจาก การชนกัน หรือ ชนกับ สิ่งกีดขวาง
Special use airspace เป็นพื้นที่
ที่มีการใช้งาน ในภาระกิจ พิเศษ บางอย่าง ได้แก่ Prohibited areas, restricted
areas, warning areas, military operations areas, national security areas, และ
alert areas พื้นที่เหล่านี้มีแสดง ในอยู่ในแผนที่ ของ IFR
Other airspace areas เป็นพื้นที่
ที่ถูกแสดงอยู่ใน Aeronautical Information Manual พื้นที่ ที่อยู่ในกลุ่มนี้
จะประกอบไปด้วย airport advisor areas และ militrary training routes